16 ก.พ. 2552

พี่บอล ฝึกว่ายน้ำ

สู้ตาย..คร้าบ
นอนบนน้ำก็ยังได้..

เจอโลมาเกยตื้น..แต่ยังไม่ตาย

อะฮ้า..ท่าสวยเปล่าว..

เป็นไงครับ บอลว่ายน้ำเก่งเปล่าว..

15 ก.พ. 2552

น้องโบว์จะไปโรงเรียน..

หวัดดีค่ะ หนูจาไปโรงเรียนแล้วค่ะ
น้องโบว์ สู้ ๆ ค่ะ

สู้อีกรอบ เมื่อไรตาจะพาไปโรงเรียนเนี้ยะ..

เฮ้..จะได้ไปโรงเรียนแย้ว..
หวัดดีค่ะ ชุดไปโรงเรียนหนูสวยไหมคะ

อิอิ..ขอบคุณค่ะ ที่ชมว่าหนูสวย..

น้องโบว์จะไปโรงเรียนแล้วน้า..

5 ก.พ. 2552

Chrominance และ Luminance

เนื่องจากความสามารถในการรับรู้สีของระบบประสาทการมองเห็นของมนุษย์มีน้อยกว่าความ สามารถในการรับรู้แสง ดังนั้น จึงสามารถกำหนดให้จำนวนบิทต่อจุดภาพของ Chrominance Component น้อยกว่าจำนวนบิทต่อจุดภาพของ luminance Component ได้ โดยกำหนดให้มีข้อมูล Chrominance Component เฉพาะในบางจุดภาพ วิธีการนี้เรียกว่า “Chroma Subsampling” ซึ่งมีอยู่หลายมาตรฐานด้วยกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการความละเอียดของสี

ในภาพของดิจิตอลวิดีโอนั้นแต่ละจุดภาพ จะมีข้อมูลของสีอยู่ในรูปองค์ประกอบความเข้มของแสง (Luminance) และองค์ประกอบความเข้มของสี (Chrominance) อย่างไรก็ตามเราสามารถกําหนดให้ข้อมูลของส่วนประกอบความเข้มของสี มีความละเอียดน้อยกว่าส่วนประกอบความเข้มของแสงได้โดยกําหนดให้มีข้อมูล ส่วนประกอบความเข้มสีเฉพาะในบาง pixel ซึ่งแสดงอยู่ในรูปของ X:X:X (sampling formats) เช่น
4:4:4 เป็นรูปแบบเต็มของระบบสีนี้โดยจะสุ่มสัญญาณ(หรือเก็บข้อมูล) ทุก ๆ ค่าไว้ครบ 8 บิต จึงต้องเก็บข้อมูลทั้งหมด 24 บิต ต่อ 1 จุด

4:2:2 เป็นการสุ่มสัญญาณค่า Cb และ Cr ในอัตราครึ่งหนึ่งของค่า Y หรือ pixel เว้น pixel ในแนวตั้ง ซึ่งเก็บข้อมูลทั้งหมดโดยเฉลี่ย 16 บิตต่อ 1 จุด ดังรูป 4:1:1 เป็นการสุ่มสัญญาณค่า Cb และ Cr ในอัตรา 1 ต่อ 4 เทียบกับค่า Y หรือ pixel 1 pixelในแนวตั้ง (คอลัมน์แนวตั้ง) และเว้น 3 pixelในแนวตั้ง จึงเก็บข้อมูลทั้งหมดโดยเฉลี่ย 12 บิตต่อ 1 จุด ดังรูป
4:2:0 เป็นการสุ่มสัญญาณค่า Cb และ Cr ในอัตรา 1 ต่อ 4 เทียบกับค่า Y เช่นเดียวกับแบบ 4:1:1 ซึ่งค่า 2:0 ช่วงท้ายไม่ได้หมายความว่าไม่มีการเก็บค่า Cr แต่เพื่อบอกถึงความแตกต่างของวิธีการสุ่มค่าระหว่าง 2 แบบนี้ ตามปกติ 3 แบบข้างต้นจะใช้วิธีสุ่มค่า Cb, Cr พร้อมกับการสุ่มค่า Y ซึ่งในกรณีของ 4:1:1 จะทำให้อัตราการสุ่มตามแนวตั้งมากกว่าแนวนอนเป็นสัดส่วน 4:1:1 ภาพจะขาดความสมดุล
แต่ 4:2:0 จะใช้วิธีสุ่มค่าในอัตราครึ่งหนึ่งทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมทั้งใช้การเฉลี่ยสี (filtering) แบบ interpolate ระหว่าง 2 จุดหรือมากกว่าแทนที่จะใช้จุดเดียวกับการสุ่มค่า Y ทำให้ภาพที่ได้มีคุณภาพดีกว่า แต่ก็ต้องอาศัยความสามารถฮาร์ดแวร์มากกว่าด้วย นอกจากนี้ถ้าเป็นสัญญาณวิดีโอแบบ interlaced ก็จะต้องมีเทคนิคการคำนวณแตกต่างกันไปอีกด้วย



4 ก.พ. 2552

วิเคราะห์โลจิสติกส์ของ UPS


United Parcel Service หรือ UPS เป็นบริษัทขนส่งสินค้าและไปรษณีย์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีสาขาอยู่ทั่วโลก ในการรับส่งพัสดุภัณฑ์มากกว่า 14 ล้านชิ้นต่อวันทั่วโลก
UPS ใช้ประโยชน์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการกำหนดเส้นทางรถยนต์เพื่อจัดส่งพัสดุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณเส้นทางการเลี้ยวของรถยนต์ในบริเวณสี่แยกให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เสียเวลาและน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นในการหยุดรอเลี้ยว
UPS ยังได้คิดอุปกรณ์ Delivery Information Acquistion Device (DIAD) ซึ่งเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา เพื่อใช้ในการบริการเซ็นรับเอกสารหรือพัสดุ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาในการตรวจสอบได้ง่ายกว่าลายเซ็นบนกระดาษ
นอกจากนี้ UPS ยังมีบริการ Delivery Intercept ที่มีไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถแจ้งเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทางที่ส่งหรือยกเลิกการส่งพัสดุภัณฑ์นั้น ๆ ได้ตลอดช่วงเวลาที่ทำการจัดส่งและพัสดุภัณฑ์ยังไม่ถึงมือผู้รับปลายทาง ซึ่งเป็นประโยชน์ในกรณีที่ผู้ที่ต้องการส่งทำการส่งผิดพลาดหรือจัดส่งซ้ำกัน ก็จะสามารถระงับการส่งได้ทันที
UPS ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการจัดการด้านการกระจ่ายสินค้าของผู้ประกอบการ โดยมีความพยายามที่จะเข้าซื้อกิจการด้านเครือข่ายขนส่งสินค้าเฉพาะทางจากหลายประเทศ เพื่อพัฒนาให้การกระจายสินค้ามีความหลากหลาย และเพียงพอที่จะรองรับงานทุกพื้นที่และทุกความต้องการของลูกค้า
จุดแข็ง

1. มีระบบการแยกพัสุดภัณฑ์โดยอัตโนมัติ การจัดเรียงพัสดุภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ
2. ใช้ระบบ GIS เพื่อศึกษาเส้นทาง ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงาน
3. มีระบบยกเลิกการส่งพัสดุภัณฑ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ในกรณีที่ส่งผิดพลาด




วิเคราะห์โลจิสติกส์ของ FedEx


บริษัท เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ “FedEx” เป็นบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ที่มีสาขาเครือข่ายการให้บริการกว่า 220 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน FedEx มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 148,000 คน มีเครื่องบินขนส่งสินค้ามากว่า 663 เครื่อง รถส่งของ 45,500 คัน จัดรับพัสดุภัณฑ์มากกว่า 50,000 แห่ง
FedEx ใช้ระบบ COSMOS (Customers, Operation and Service Master Online Systems) โดยการป้อนข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพัสดุลงในระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง มีระบบสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในรถตู้จัดส่งพัสดุ เพื่อให้พนักงานจัดส่งสามารถตอบสนองต่อคำสั่งของลูกค้าได้ทันที และมีระบบเครื่องสแกนบาร์โค้ดแบบพกพา ที่เรียกว่า Super Tracker เพื่อติดตามและรายงานสถานะของพัสดุ ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะของพัสดุของตนได้
FexEx เป็นบริษัทขนส่งรายแรกที่มีเครื่องบินขนส่ง มีศูนย์แยกพัสดุ และรถขนส่งพัสดุ เป็นของตนเอง และยังบริการส่งข้ามคืนหรือส่งด่วนภายใน 10.30 น. ซึ่งบริษัทขนส่งอื่น ๆ จะส่งก่อน 12.00 น. ระบบ Call Center ของ FedEx ใช้ระบบ Automatic Call Distribution ซึ่งจะจัดคิดสายให้อัตโนมัติไปยังพนักงานที่สายว่าง เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้ทันที
มีรูปแบบการดำเนินงาน
ในลักษณะการให้บริการ โดยการรับสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังปลายทางที่ต้องการ โดยมีบริการ 3 ประเภทคือ
1. FedEx International Priority เป็นบริการที่มีกำหนดเวลาแน่นอน สินค้ามีน้ำหนักไม่เกิน 68 กก./ชิ้น
2. FedEx International Priority Freight สินค้าจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 68 – 680 กก./ชิ้น
3. FedEx Intrnational Priority Direct Distribution เป็นการบริการส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตที่อยู่ในประเทศหนึ่งไปส่งยังปลายทางของลูกค้าของโรงงานผู้ผลิตนั้น ๆ ซึ่งมีปลายทางได้แก่ เอเชีย อเมริกา และแคนาดา
โครงสร้างการบริหารการจัดการ
แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มคือ
1. FedEx Corporation จัดการบริการข้อมูลทางการเงิน
2. FedEx Express จัดการบริการขนส่งพัสดุภัณฑ์ทั่วโลก
3. FedEx Ground จัดการบิการขนส่งพัสดุภัณฑ์ภายใน
4. FedEx Freight จัดการบริการขนส่งพัสดุภัณฑ์ทั่วโลกที่มีน้ำหนักมากกว่า 150 ปอนด์
5. FedEx custom Critical จัดการบริการขนส่งพิเศษ
6. FedEx Trade Networks อำนวยความสะดวกในการขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ
7. FedEx Supply Chain Service จัดการพัสดุภัณฑ์ในการขนส่ง
8. FedEx Service ประสานงานทางการการตลาดและข้อมูล
จุดแข็ง

เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ระดับโลก มีเครือข่ายในการบริการขนส่งมากมายหลายประเทศทั่วโลก
มีกำหนดระยะเวลาในการส่งที่แน่นอน
มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
จุดอ่อน

1. ราคาค่าบริการสูงกว่าคู่แข่งขัน



3 ก.พ. 2552

หลักการ Color Space

Color Space เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้บ่งบอกสีโดยใช้ตารางของตัวเลขเป็นอัตรส่วน
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราเอาสีแม่สีเช่นสีแดง มาแบ่งระดับตั้งแต่แดงมาก ไปหาแดงน้อย จนไม่มีสีแดงเลยเนี่ยสมมติว่าแบ่งออกเป็น 10 ระดับ คือ 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0

ความหมายก็คือ 9 จะแดงมาก และ 0 จะไม่แดงเลย แล้ว มาผสมกันเป็นตาราง เราจะได้ color space จากตัวอย่าง ถ้าแบ่งเป็น 10 ระดับทุกๆสี จะได้เป็น10 x 10 x 10 คือ จะได้สีออกมา 1000 สี ไม่ซ้ำกัน จำนวนบิตของสีในการแสดงผล ก็มาจากตรงนี้ เช่น กรณีของ สีที่ใช้ในการเขียนเวบ ซึ่งมีสีได้ 8 bit คือ 2 ยกกำลัง 8 นั่นหมายความว่า แต่ละแม่สีจะมีการแบ่งระดับไว้ 2 ยกกำลัง 8 ระดับ คือ 256 (0-255) ระดับ ดังนั้นจะสร้างสีได้ 256 x 256 x 256 = 16,777,216 ใช่แล้วครับ 16 ล้านสี แต่จริงๆแล้ว มันยังไม่พอ เนื่องจากว่าตาคนเราเนี่ยมันแยกแยะสีได้เยอะกว่านั้น

Color Model

ระบบสีมีอยู่หลายระบบด้วยกัน แต่ที่จะกล่าวถึง คือ RGB , YCrCb , Yub

RGB เป็นระบบสีที่แบ่งข้อมูลของสีออกเป็น R (แดง) G (เขียว) B (น้ำเงิน) ซึ่งเป็นสามสีหลักของแสงสี เลียนแบบการรับสีของตามนุษย์ ความเข้มแสงเมื่อผ่านการควอนไทซ์แล้ว จะถูกแบ่งออกเป็น 256 ระดับ (ระดับ 0 – 256 ) ซึ่งสอดคล้องกับ ระดับสีเทา (Gray Level) ตั้งแต่สีขาวถึงสีดำ จำนวน 256 ระดับ ซึ่งหมายถึง 1 จุดภาพ (pixel) จะมีข้อมูล 8 บิท

ในภาพของดิจิทัลวิดีโอนั้นแต่ละจุดภาพ จะมีข้อมูลของสีอยู่ซึ่งประกอบด้วย ความเข้มแสง Luminance Component และ ความเข้มสี Chrominance Component


YCrCb และ YUV จะแบ่งข้อมูลของสีออก ในลักษณะเดียวกับกระบวนการรับรู้ของประสาทตามนุษย์นั่นคือแบ่งเป็นส่วนของความเข้มแสง (ขาว – ดำ) และส่วนของความเข้มสี โดย Y จะเก็บข้อมูลความเข้มแสง ส่วน CrCb เก็บข้อมูลความเข้มสี โดยระบบสีต่างๆ สามารถแปลงกลับไปมาได้ เช่น RGB แปลงเป็น YCrCb , YCrCb แปลงเป็น RGB ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน